ในโลกปัจจุบันนี้ แม้การแพทย์จะทันสมัยสักเพียงใด แต่คนเราก็ยังเจ็บป่วยง่ายขึ้นเหมือนเงาตามตัว และโรคมะเร็งก็ยังคงเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตมนุษย์ตั้งแต่ยุคเก่าจนถึงยุคใหม่ชนิดที่ไม่ยอมให้ใครแซง

        สาเหตุส่วนใหญ่ของความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ หรือโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง ได้มีผู้ให้แนวคิดไว้ว่า เกิดจาก “พิษ” ต่างๆ รอบตัวเราซึ่งโดยสรุปมีอยู่ 5 ประการ ดังนี้

        1. อารมณ์เป็นพิษ

        เช่น ความเครียด ความเร่งรีบ เร่งรัด รีบร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ รำคาญ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น ทุกครั้งที่ผู้คนมีสภาพจิตดังกล่าวจะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมา กระตุ้นให้เซลล์เนื้อเยื่อของร่างกายผลิตพลังงานมากเกินความพอดี จนเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอก็จะเสื่อม หรือแสดงอาการไม่สบายก่อน เช่น บางคนอาจมีอาการปวดศรีษะ บางคนปวดคอ บางคนปวดท้อง บางคนเจ็บหัวใจ บางคนอ่อนเพลียทั้งตัวเป็นต้น ถ้ายังมีอารมณ์ดังกล่าวอยู่ความเสื่อม ก็จะลุกลามขยายผลและแสดงอาการไม่สบายไปตามอวัยวะส่วนอื่นต่อไป

           2. อาหารเป็นพิษ

           ซึ่งพิษจากอาหารประกอบด้วย 6 สาเหตุ หลักดังนี้

           2.1 พิษจากอาหารที่มีสารพิษ  สารเคมีทั้งในพืชและสัตว์ทั้งจากขบวนการผลิตและการปรุงเป็นอาหาร จะเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสื่อม และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

2.2 พิษจากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกิน

      เพราะในเนื้อสัตว์จะมีไขมัน กรดยูริก กรดแลกติก อะดรีนาลีนและสารอื่นๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกายมาก ถ้าท่านยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ควรบริโภคเนื้อปลา เพราะเนื้อปลาจะมีพิษน้อยที่สุดเมื่อเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้นักธรรมชาติบำบัดที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ หรือสร้างสุขภาพจะพบว่าโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือ เมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะถั่วชนิดต่างๆ

     2.3 พิษจากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป

     ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว วัตถุสสารที่ปรุงรสอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มันเค็ม เผ็ด เปรี้ยว ฝาด ขม เบื่อเมา เมื่อถูกย่อยด้วยน้ำย่อยในร่างกายมนุษย์จะกลายเป็นพลังงานทั้งหมดถ้าปรุงมากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อถูกย่อยก็จะเกิดพลังงานส่วนเกินเผาทำลายเซลล์ เม็ดเลือด เกล็ดเลือด ส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดและเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะในร่างกาย หรือถ้าย่อยเป็นพลังงานไม่หมดก็จะเกิดการอุดตันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ธาตุอาหารและพลังงานก็ไม่พอ เซลล์เนื้อเยื่อก็เสื่อมเร็ว พลังชีวิตตก และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

2.4 พิษจากชนิดของอาหารที่ไม่สมดุล

     หลายท่านพยายาม ลดสารพิษ สารเคมีในอาหาร ลดเนื้อ เพิ่มผัก ลดหวาน มัน เค็ม และอาหารรสจัดอื่นๆ ลงแล้ว สุขภาพก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็เพราะไม่รู้ชนิดของอาหารที่สมดุลกับร่างกาย ณ ขณะนั้น เช่น คนในเมืองหนาว ได้แก่ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น คนที่แข็งแรงหรือหายป่วยด้วยการใช้อาหาร ก็จะใช้อาหารที่ให้ความร้อนหรือพลังงานค่อนข้างสูง เช่น ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวแดง ข้าวดำ ข้าวนิล เผือก มัน ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง สาหร่าย แครอท บีทรูต คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ฟักทองแก่ เป็นต้น

           เมื่อเขากินอาหารเหล่านี้เขาจะรู้สึกอุ่นสบาย โรคภัยไข้เจ็บทุเลาเบาบางลงหรือหายไป เขาจึงวิจัยพบสารต่างๆ มากมายในอาหารดังกล่าว และระบุว่าสารต่างๆ เหล่านั้นเป็นประโยชน์กับร่างกายเขา และเหมารวมว่าเป็นประโยชน์กับร่างกายของทุกคนในโลก ความจริงเหตุที่ทำให้เขาทุเลาหรือหายจากโรค ก็เพราะเขาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก “อนายุสสสูตร” ว่า คนที่แข็งแรงอายุยืนต้องเป็นผู้รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง จุดสบายที่เมืองหนาวคือ อุ่นสบาย จุดสบายที่เมืองร้อนก็คือเย็นสบาย

            2.5 พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย   เนื่องจากเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ทุกอวัยวะทำงานตลอดเวลา ทุกขบวนการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อ ต้องใช้พลังงานจากการสันดาปเผาผลาญอาหาร ตั้งแต่การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารระดับหยาบๆ เช่น การเคี้ยวย่อยอาหารในปาก การย่อยและดูดซึมในกระเพาะอาหาร ลำไส้ จนถึงระดับละเอียด คือ การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารในระดับเซลล์

            ซึ่งการย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารทุกครั้ง ทุกระดับจะเกิดของเสียและความร้อนที่เป็นพิษกับร่างกาย เช่น เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดแอมโมเนีย เกิดสารและพลังงานที่เป็นพิษอื่นๆ ถ้าไม่รีบสลายหรือขับพิษออก พิษดังกล่าวก็จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย

            2.6 พิษจากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหาร     ไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละ ล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษอย่างถูกต้อง

      3.  พิษจากการไม่ออกกำลังกาย

           สำหรับการออกกำลังกาย และอริยาบถที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับร่างกายนั้น จะต้องได้คุณลักษณะ 3 ประการ ได้แก่

           1.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น

           2.ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

           3.การเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ         เพราะคุณลักษณะทั้ง 3 ประการ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายเป็นไปโดยปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดี แต่ปัจจุบันการออกกำลังกายและอิริยาบถของคนส่วนใหญ่โดยทั่วไป เช่น เดิน วิ่ง กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาต่างๆ มักทำแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้กดจุดลมปราณโยคะ

         การบริหารให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยืดหยุ่นเข้าที่เข้าทางจึงมักจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับผลข้างเคียงของการออกกำลังกายคือ ความแข็งตรึงเกร็งค้างของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นการเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติทางของกระดูกเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายติดขัด ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด ตึง มึนชา พลังชีวิตตก เร่งความเสื่อมในร่างกาย และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ดังนั้นการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวอิริยาบถแบบโยคะ กายบริหารให้กระดูก กล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ
4. มลพิษต่างๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น

         ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ หรือมลพิษทางเสียง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปล้วนมีผลต่อการดำรงชีวิต และสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้สารเคมี  และการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จากเครื่องจักรและอุตสาหกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นอันจะส่งผลให้พืช และเนื้อสัตว์บางชนิดเกิดพิษสะสม เมื่อเรานำมาบริโภคร่างกายก็จะพลอยได้รับพิษนั้นด้วยเช่นกัน

        5.พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องใช้ไฟฟ้า/เครื่องอิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป

            เช่น การเดินทางด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ ใช้เครื่องเสียงต่างๆ อย่างไม่รู้ความสมดุลและไม่รู้วิธีถอนพิษ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวมีพลังงานความสั่นสะเทือน มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเข้าไปในร่างกายมากเกินไป จะชนกระแทกทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เร่งความเสื่อมของร่างกาย ตัวอย่างส่วนหนึ่งของการป้องกันแก้ไขปัญหา เช่น ขณะที่โดยสารรถยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เขย่า แต่เซลล์ของร่างกายก็จะถูกเขย่า เสียดสี กระทบกระแทกกันเกิดความร้อนขึ้น ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการไม่สบายต่างๆ

        ยังมีต้นเหตุของความเจ็บป่วยอย่างอื่นๆ อีก แต่ต้นเหตุหลักอย่างน้อย 5 ประการดังกล่าว เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด ที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทุกโรคทุกอาการ เช่น มะเร็ง เนื้องอก โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้ (หวัด ไซนัส หอบหืด ผื่นคัน) และภูมิต้านทานลด เป็นต้น

          ข้อมูล โดย พญ. อารีย์  โอบอ้อมรัก

Advertisements

        การที่นิยมใช้ธูป ๓ ดอก ไหว้พระ ใช้แทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใช่หรือไม่?

        การที่นิยมใช้ธูป ๓ ดอกนั้นคงจะเป็นเพระคนเรามักถนัด ๓ ทำอะไร ๆก็นิยมจำนวน ๓ อย่างมาก เช่นทำขวัญ ๓ วัน ดังมีคำกล่าวว่า “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” หรือ “สามวันดี สี่วันไข้” การเจิมเป็น ๓ จุด เวียนเทียน ๓ รอบ กราบพระ ๓ ครั้ง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มักจะนำมาอธิบายให้เข้าหลักพุทธศาสนา

         ในกรณีธูป ๓ ดอก อธิบายกันให้เข้าหลักพุทธศาสนาว่า หมายถึง พระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการคือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ บางตำราว่าหมายถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประการ คือ พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และบางคนก็อธิบายว่า ธูป ๓ ดอก หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บางท่านให้ความเห็นว่า พระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งอยู่แล้ว เทียน ๒ เล่ม แทนพระธรรมและพระวินัย ส่วนธูป ๓ ดอกนั้นแทนพระสงฆ์ซึ่งต้องศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่า ไตรสิกขา อันเป็นแนวทางศึกษาของพระสงฆ์เพื่อให้บรรลุนิพพานและถือว่าธูปมีกลิ่นหอมตลบอบอวลศีลก็เช่นเดียวกัน ถือว่ามีกลิ่นหอม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการตีความให้เข้าหลักพุทธศาสนทั้งสิ้น


 ชาวยุโรปที่เรียกกันว่า “ฝรั่ง”นั้น ชาวอาหรับเป็นผู้ที่เรียกก่อน โดยมาจากคำว่า “แฟรงก์” (Frank) ซึ่งเป็นชาวยุโรปโบราณ  ต่อมาคำนี้ก็แพร่หลายไปในหมู่แขกกลุ่มต่างๆและออกเสียงเพี้ยนไปต่างๆนานา มีทั้ง “ฟิริงคี พะรังคี ฟะรังคี ฟะระหังคี ฝิรังคีฯลฯ”

  ส่วนไทยนั้นมีหลักฐานว่าเราเรียกชาวยุโรปว่า “ฝารัง” ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (ฟังจากแขกซึ่งเรียกกันเพี้ยนอยู่แล้ว มาอีกทอดหนึ่ง) ล่วงมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เราติดต่อกับ Francaise ในการออกเสียงตามปกติ อักษรตัวหน้าออกเสียงเป็น “ฟ” แต่อาจจะเป็นเพราะเรามีคำว่า “ฝารัง” ใช้มาแล้ว จึงเรียก Francaise ว่า “ฝรังเสด” และเรียกประเทศว่า “ฝรังษ” เมื่อเกิดคำ ๒ คำนี้แล้ว คำว่า “ฝารัง” คงจะเลือนหายไป มีคำว่า “ฝรัง” แทน การออกเสียงคำนี้จะไม่เพราะหรือพูดลำบากอย่างไร ไม่ทราบ เลย ออกเสียงลดลงมา และเมื่อเขียนก็ใส่ไม้เอกเข้าให้ได้กับเสียง จึงกายเป็น “ฝรั่ง”

      เรื่องนี้ถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ โปรดหาอ่านจากหนังสือ “ภมิศาสตรวัดโพธิ์” ของ กาญนาคพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องภาพฝรั่งเศส