ประเพณีตักบาตรดอกไม้

Posted: สิงหาคม 2, 2010 in เล่าเรื่องเมืองไทย
ป้ายกำกับ:

  ในช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ขอนำบทความดีๆ ในเทศกาลเข้าพรรษามาเผยแพร่หน่อยนะครับ คือประเพณีตักบาตรดอกไม้   ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่อำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี จะมีการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ประเพณีดังกล่าวนี้ ถือเป็นประเพณีเก่าแก่มีอยู่ควบคู่มากับรอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

     ความเป็นมาของประเพณีตักบาตรดอกไม้ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นพุทธบูชาอย่างหนึ่งดังปรากฎเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลตอนหนึ่งว่า…

      ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร นายมาลาการ ผู้มีหน้าที่จัดหาดอกไม้ถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร แต่ทุกเช้าตรู่ วันละ ๘ ทะนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นายมาลาการถือดอกไม้กำลังจะไปถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร ในพระราชวังบังเอิญได้ไปพบกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยสาวก อีกจำนวนหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาบิณฑบาตในเมือง รอบกายของพระพุทธเจ้ามีรัศมีเปล่งประกายคล้ายอัญมณีสูงค่ายามต้องแสง   ครั้นนายมาลากา ได้พบเห็นเช่นนั้น ก็เกิดพลังความเลื่อมใสต่อพระพุทธองค์มากยิ่งขึ้น แต่ตนเองไม่มีสิ่งใดที่จะใส่บาตรของพระพุทธองค์ได้เลย นอกเสียจากดอกไม้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น และมิได้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ที่อาจจะได้รับจากพระเจ้าพิมพิสาร นายมาลาการจึงเก็บรวบรวมดอกไม้ตั้งอธิฐานจิตมุ่งตรงเข้าไปยังพระพุทธองค์ จากนั้นใช้ดอกไม้โปรยหว่านไปยังพระพุทธเจ้าก่อน ๒ ทะนาน คงจะเป็นด้วยแรงอธิฐานของนายมาลาการที่จะทำกุศล พลันเกิดเป็นอภินิหาร ดอกไม้ที่ได้โปรยไปนั้นไม่ตกลงมาถึงพื้นดินเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไปลอยวนเวียนอยู่ตรงเหนือพระเศียรของพระองค์ ๓ รอบ แล้วรวมกันเป็นเพดานลอยเป็นแพคุ้มกันแดดแก่พระองค์        ครั้งที่ ๒ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ก็ห้อยย้อยลงมา ตั้งอยู่ด้านพระหัตถ์ขวา

        ครั้งที่ ๓ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ห้อยย้ยลงมาตั้งอยู่ด้านพระปฟษฎางค์ (ข้างหลัง)

        ครั้งที่ ๔ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ได้ห้อยย้อยลงมา ตั้งอยู่ด้านพระหัตถ์ซ้าย

        ดอกไม้ทั้ง ๘ ทะนานที่นายมาลาการ ซัดโปรยบูชาพระพุทธเจ้านั้น ต่างก็หันขั้วเข้าหาพระวรกายพระองค์โดยจะหันกลีบดอกออกภายนอก และจะเว้นเป็นช่องเอาไว้ทางด้านหน้า เพื่อที่จะให้พระองค์ได้เสด็จพุทธดำเนินต่อไป…

        ความได้ล่วงรู้ถึงชาวบ้านชาวเมืองเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันแตกตื่นแห่แหนกันวิ่งมาดู บางรายก็นำอาหารมาตักบาตรบ้าง บางรายก็หวังเพียงได้เชยชมพระบารมีแห่งพระศาสดาและทุกคนต่างก็ได้พบเห็นความมหัศจรรย์ไปต่างๆนานา ด้วยสายตาของแต่ละคน

         พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบข่าวว่าพระศาสดาได้เสด็จออกบิณฑบาตมาถึงใกล้ๆกับพระราชวัง และนายมาลาการ ได้พบปะเข้าจึงถวายดอกไม้บูชาแด่พระพุทธองค์จนหมด ซึ่งผู้ที่ให้การทั้งหมดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ศรีภรรยาของนายมาลาการนั้นเอง โดยนางได้ขอหย่าขาดกับสา ทั้งนี้เพราะเกรงกลัวว่าจะได้รับโทษทัณฑ์ตามสามีไปด้วยเนื่องจากไม่ปฏิบีติตามหน้าที่ของตนโดยนำเอาดอกไม้ที่ต้องถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร ไปบูชาพระพุทธเจ้า

        พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งทรงบรรลุโสดาปัตติผลถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นอริยสาวก ด้วยการเห็นครั้งแรก ทรงดำริว่า “หญิงผู้นี้ช่างมีใจบาปหยาบช้า ทั้งไม่ยังความเลื่อมใสในเหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นในครั้งนี้ให้เกิด” เมื่อภรรยานายมาลาการกลับไป พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมต่อองค์พระศาสดา จากนั้นก็ทูลถามว่า

         “เพราะเหตุใดพระศาสดาจึงไม่เสด็จเข้าสู่พระราชมณเฑียร”

         พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

          “หากว่าเราพึงเข้าไปภายในแล้วไซร์ มหาชนก็จะไม่เห็นเรา คุณของนายมาลาการจะไม่พึงปรากฎ แต่ว่ามหาชนจักต้องการเห็นเราผู้นั้งอยู่ ณ พระลานหลวง คุณของนายมาลาการจักปรากฎขึ้น”

          พระศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวังได้รับสั่งให้นายมาลาการเข้าเฝ้าเป็นการด่วน นายมาลาการ ได้ถวายความสัตย์จริงยืนยันโดยมิเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ที่ตนเองได้นำดอกไม้ไปบูชาแด่พระศาสดาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาทั้งหมด และก็ปรากฎผลตรงกันข้าม พำระเจ้าพิมพิสารไม่ได้ลงโทษแก่นายมาลาการแต่อย่างใด อีกทั้งยังบำเหน็จรางวัลความดีความชอบพระราชทานสิ่งของทั้งปวงให้แก่นายมาลาการ เรียกว่า “หมวด ๘ แห่งวัตถุ” ประกอบด้วย ช้าง ๘ เชือก ม้า ๘ ตัว ทาส ๘ คน ทาสี ๘ คน เครื่องประดับชุดใหญ่ ๘ ชุด กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง (ที่นำมาจากราชตระกูลประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง) อังทั้งให้บ้านสวยงามหลังใหญ่อีก ๘ หลังด้วย

          จาการที่นายมาลาการ ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาต่อองค์พระศาสดาครั้งนี้ แทนที่จะไรบพระราชอาญาจากพระราชากับกลายเป็นอานิสงฆ์ค้ำจุนให้มีความสุขและผลแห่งกรรมดีในครั้งนั้น ภายหลังได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธะ มีนามว่า “พระสุมนะ”

      จากอานิสงฆ์ที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล ชาวอำเภอพระพุทธบาท และศาสนิกชนโดยทั่วไป เลยยึดถือเป็นประเพณี “ตักบาตรดอกไม้” สืบทอดกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน…

การแสดงความเห็นถูกปิด