Archive for the ‘นำมาแบกะดิน108’ Category


  ในช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ขอนำบทความดีๆ ในเทศกาลเข้าพรรษามาเผยแพร่หน่อยนะครับ คือประเพณีตักบาตรดอกไม้   ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่อำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี จะมีการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกไม้ขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ประเพณีดังกล่าวนี้ ถือเป็นประเพณีเก่าแก่มีอยู่ควบคู่มากับรอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

     ความเป็นมาของประเพณีตักบาตรดอกไม้ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นพุทธบูชาอย่างหนึ่งดังปรากฎเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลตอนหนึ่งว่า…

      ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร นายมาลาการ ผู้มีหน้าที่จัดหาดอกไม้ถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร แต่ทุกเช้าตรู่ วันละ ๘ ทะนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นายมาลาการถือดอกไม้กำลังจะไปถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร ในพระราชวังบังเอิญได้ไปพบกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยสาวก อีกจำนวนหนึ่ง กำลังเดินเข้ามาบิณฑบาตในเมือง รอบกายของพระพุทธเจ้ามีรัศมีเปล่งประกายคล้ายอัญมณีสูงค่ายามต้องแสง   ครั้นนายมาลากา ได้พบเห็นเช่นนั้น ก็เกิดพลังความเลื่อมใสต่อพระพุทธองค์มากยิ่งขึ้น แต่ตนเองไม่มีสิ่งใดที่จะใส่บาตรของพระพุทธองค์ได้เลย นอกเสียจากดอกไม้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น และมิได้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ที่อาจจะได้รับจากพระเจ้าพิมพิสาร นายมาลาการจึงเก็บรวบรวมดอกไม้ตั้งอธิฐานจิตมุ่งตรงเข้าไปยังพระพุทธองค์ จากนั้นใช้ดอกไม้โปรยหว่านไปยังพระพุทธเจ้าก่อน ๒ ทะนาน คงจะเป็นด้วยแรงอธิฐานของนายมาลาการที่จะทำกุศล พลันเกิดเป็นอภินิหาร ดอกไม้ที่ได้โปรยไปนั้นไม่ตกลงมาถึงพื้นดินเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไปลอยวนเวียนอยู่ตรงเหนือพระเศียรของพระองค์ ๓ รอบ แล้วรวมกันเป็นเพดานลอยเป็นแพคุ้มกันแดดแก่พระองค์        ครั้งที่ ๒ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ก็ห้อยย้อยลงมา ตั้งอยู่ด้านพระหัตถ์ขวา

        ครั้งที่ ๓ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ห้อยย้ยลงมาตั้งอยู่ด้านพระปฟษฎางค์ (ข้างหลัง)

        ครั้งที่ ๔ เมื่อซัดปาเข้าไป ดอกไม้ได้ห้อยย้อยลงมา ตั้งอยู่ด้านพระหัตถ์ซ้าย

        ดอกไม้ทั้ง ๘ ทะนานที่นายมาลาการ ซัดโปรยบูชาพระพุทธเจ้านั้น ต่างก็หันขั้วเข้าหาพระวรกายพระองค์โดยจะหันกลีบดอกออกภายนอก และจะเว้นเป็นช่องเอาไว้ทางด้านหน้า เพื่อที่จะให้พระองค์ได้เสด็จพุทธดำเนินต่อไป…

        ความได้ล่วงรู้ถึงชาวบ้านชาวเมืองเป็นจำนวนมาก ต่างก็พากันแตกตื่นแห่แหนกันวิ่งมาดู บางรายก็นำอาหารมาตักบาตรบ้าง บางรายก็หวังเพียงได้เชยชมพระบารมีแห่งพระศาสดาและทุกคนต่างก็ได้พบเห็นความมหัศจรรย์ไปต่างๆนานา ด้วยสายตาของแต่ละคน

         พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบข่าวว่าพระศาสดาได้เสด็จออกบิณฑบาตมาถึงใกล้ๆกับพระราชวัง และนายมาลาการ ได้พบปะเข้าจึงถวายดอกไม้บูชาแด่พระพุทธองค์จนหมด ซึ่งผู้ที่ให้การทั้งหมดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ศรีภรรยาของนายมาลาการนั้นเอง โดยนางได้ขอหย่าขาดกับสา ทั้งนี้เพราะเกรงกลัวว่าจะได้รับโทษทัณฑ์ตามสามีไปด้วยเนื่องจากไม่ปฏิบีติตามหน้าที่ของตนโดยนำเอาดอกไม้ที่ต้องถวายต่อพระเจ้าพิมพิสาร ไปบูชาพระพุทธเจ้า

        พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งทรงบรรลุโสดาปัตติผลถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นอริยสาวก ด้วยการเห็นครั้งแรก ทรงดำริว่า “หญิงผู้นี้ช่างมีใจบาปหยาบช้า ทั้งไม่ยังความเลื่อมใสในเหตุการณ์ที่ปรากฎขึ้นในครั้งนี้ให้เกิด” เมื่อภรรยานายมาลาการกลับไป พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมต่อองค์พระศาสดา จากนั้นก็ทูลถามว่า

         “เพราะเหตุใดพระศาสดาจึงไม่เสด็จเข้าสู่พระราชมณเฑียร”

         พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

          “หากว่าเราพึงเข้าไปภายในแล้วไซร์ มหาชนก็จะไม่เห็นเรา คุณของนายมาลาการจะไม่พึงปรากฎ แต่ว่ามหาชนจักต้องการเห็นเราผู้นั้งอยู่ ณ พระลานหลวง คุณของนายมาลาการจักปรากฎขึ้น”

          พระศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวังได้รับสั่งให้นายมาลาการเข้าเฝ้าเป็นการด่วน นายมาลาการ ได้ถวายความสัตย์จริงยืนยันโดยมิเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ที่ตนเองได้นำดอกไม้ไปบูชาแด่พระศาสดาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาทั้งหมด และก็ปรากฎผลตรงกันข้าม พำระเจ้าพิมพิสารไม่ได้ลงโทษแก่นายมาลาการแต่อย่างใด อีกทั้งยังบำเหน็จรางวัลความดีความชอบพระราชทานสิ่งของทั้งปวงให้แก่นายมาลาการ เรียกว่า “หมวด ๘ แห่งวัตถุ” ประกอบด้วย ช้าง ๘ เชือก ม้า ๘ ตัว ทาส ๘ คน ทาสี ๘ คน เครื่องประดับชุดใหญ่ ๘ ชุด กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง (ที่นำมาจากราชตระกูลประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง) อังทั้งให้บ้านสวยงามหลังใหญ่อีก ๘ หลังด้วย

          จาการที่นายมาลาการ ยอมสละชีวิตเพื่อบูชาต่อองค์พระศาสดาครั้งนี้ แทนที่จะไรบพระราชอาญาจากพระราชากับกลายเป็นอานิสงฆ์ค้ำจุนให้มีความสุขและผลแห่งกรรมดีในครั้งนั้น ภายหลังได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธะ มีนามว่า “พระสุมนะ”

      จากอานิสงฆ์ที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล ชาวอำเภอพระพุทธบาท และศาสนิกชนโดยทั่วไป เลยยึดถือเป็นประเพณี “ตักบาตรดอกไม้” สืบทอดกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน…

Advertisements

       การดื่มเ หล้าเป็นมรดกตกทอดกันมาไม่มีสิ้นสุด เพราะคนไทยรู้จักกินเหล้ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ดูได้จากขณะนั้นที่อินเดียได้รู้จักทำเหล้ากินกัน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติห้ามไว้ในศีลข้อห้า จนเมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้ามาในเมืองไทย คนไทยเลยรู้จักกันดีว่าเหล้าเป็นอย่างไร ซึ่งเหล้าก็คือ น้ำชนิดหนึ่ง ต่างสี ต่างกลิ่น แล้วแต่ยี่ห้อ

   คนไทยมีการทำเหล้ากินเองโดยเสรี จะผลิตขายก็ทำได้ไม่มีใครห้าม เหล้าที่ผลิตนั้นเป็นเหล้าขาวและเรียกว่า”เหล้า”ตามความเข้าใจของคนทั่วไป ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีถึงมีคนจีนที่อาศัยอยู่ในสยาม คิดอ่านทำเป็นอุตสาหกรรมโดยตั้งโรงกลั่นขึ้นที่ตำบลบางยี่ขัน จึงได้เรียกกันว่า”เหล้าโรง” โรงเหล้าบางยี่ขันแต่เดิมขึ้นอยู่กับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง จนถึง พ.ศ.2486 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ได้มีการจัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้น โรงเหล้าบางยี่ขันจึงถูกโอนไปสังกัดกรมโรงงานอุตสาหกรรม…

   ในสมัยรัชกาลที่ 7 การจำหน่ายเหล้าที่ผลิตในประเทศหรือเหล้าโรง ส่วนมากจะใช้วิธีเร่ขายตามลำคลอง เนื่องจากสมัยก่อนประชาชนนิยมปลูกบ้านอยู่ริมน้ำหรืออยู่เรือนแพเป็นส่วนใหญ่ ผู้ที่ขายมักเป็นชาวจีน โดยนำเหล้าบรรจุในไหที่มีฝาทำด้วยไม้ห่อผ้าแดงปิดอยู่นำลงเรือออกพายขายเป็นประจำ ส่วนทางบกก็จะขายตามตลาดและร้านขายเหล้า และมีการติดธงแดงเป็นสัญลักษณ์ คนไทยผลิตเหล้ากินเองได้ตามชอบใจ และจำหน่ายโดยเสรีมาเรื่อยจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการจัดเก็บภาษีการผลิตเหล้า เหล้าที่ไม่ได้เสียภาษีก็เลยถูกเรียกว่า “เหล้าเถื่อน”…

มาในสมัยรัชกาลที่ 4 แม้จะมีการเก็บภาษีเหล้า ใครจะต้มเหล้าโดยไม่ขออนุญาตไม่ได้แล้วก็ตาม แต่เหล้าเถื่อนยังคงแพร่หลายอยู่ และพิสูจน์กันยากเหลือเกินว่าใครกินเหล้าเถื่อน ยิ่งในงานวันนักขัตฤกษ์ เช่น วันสงกรานต์ ด้วยเหตุนี้เองพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงประกาศห้ามดื่มเหล้า และในช่วงเวลานั้นเหล้าต่างประเทศก็ได้เริ่มมีการนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยบ้างแล้ว แต่คนไทยก็ยังนิยมเหล้าโรงอยู่ เพราะถูกกว่าและเคยชินกับรสชาติของมันมาแต่ไหนแต่ไร…     ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้มีการผูกขาดการผลิตเหล้า โดยหลวงจะทำการผลิตอยู่เพียงผู้เดียว โดยผู้ใดจะผลิตเหล้ากินเองหรือผลิตออกจำหน่ายไม่ได้อีกต่อไป และโรงต้มเหล้าบางยี่ขัน ก็ได้ถูกโอนเข้ามาเป็นของหลวงในโอกาสนั้นด้วย…

         จนมาถึงสมัยรัชการที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เหล้าต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อตลาดเหล้าโรงของไทยมากขึ้น บรรดาเรือขายเหล้าที่เคยคึกคักกันตามแม่น้ำลำคลอง ก็ชักจะเงียบหายไปเพราะการคมนาคมทางบกเจริญขึ้นกว่าก่อน บรรดาคนจีนและคนไทยจึงพากันขยับขยายกิจการตั้งร้านเหล้าขึ้นมาแทน ขณะนั้นคนไทยเริ่มรู้จักเหล้าต่างประเทศกันมากขึ้น แต่ก็นิยมกันในหมู่พวกมีอัฐเป็นพื้นคนไทยที่มีแค่เฟื้องแค่สลึง โดยเฉพาะที่อยู่ตามชนบทยังนิยมเหล้าโรงกันอยู่ จนกระทั่งก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเหล้าฝรั่งในกรุงเทพฯก็ตีตลาดเหล้าโรงหนักหน่วงมากขึ้น พอช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สอง เหล้าฝรั่งก็ไม่สามารถส่งเข้ามาขายได้ ทำให้คนไทยจึงได้คิดปรับปรุงและผลิตเหล้าไทยให้มีรสชาติไปทางเหล้าฝรั่ง จนกระทั่งก้าวหน้าเป็นที่นิยมกันเรื่อยมา แม้ว่าในปัจจุบันเหล้าไทยโดยเฉพาะเหล้าโรงจะถูกตีตลาดอย่างหนักแต่ก็ปรากฏว่ายังมีผู้นิยมไม่ใช่น้อยเพราะมีราคาถูกกว่าและที่สำคัญรสชาติก็เข้มข้น…ถึงจายยยย


   เชื่อว่าหลายท่ายคงเคยได้ยินและเห็นโฆษณาจากสื่อต่างๆกล่าวถึงผลิตภัณฑ์และคุณค่าทางสมุนไพรของสารสกัดที่ได้จากดอกอัญชันมาบ้างแล้ว โดยส่วนมากจะเป็นโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำยาสระผม นอกจากยาสระผมแล้วคนในสมัยก่อนยังได้นำสีม่วงที่ได้จากดอกอัญชันมาใช้เป็นสีผสมอาหารในขนมหวานได้ทั้งความสวยงาม เอร็ดอร่อย และยังมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ ผิดกับยุคปัจจุบันที่คนทำขนมและอาหาร มักจะหันมาใช้สีสังเคราะห์แทน  เพราะหาซื้อได้ง่ายและขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเสียเวลาเหมือนกับการใช้สีผสมอาหารจากส่วนประกอบต่างๆของพืช แม้ว่าสีสังเคราะห์เหล่านี้จะทำให้หน้าตาของขนมและอาหารสวยสดงดงามน่ากิน แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราเลย กลับจะทำให้เกิดโทษเสียด้วยซ้ำ พ่อค้าแม่ขายคนใดที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ขอให้เลิกกระทำเสีย เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวที่สุด

  จะเห็นว่าอัญชัน เป็นพันธุ์ไม้ที่คนเฒ่าคนแก่

รู้จักและนำเอาส่วนต่างๆของมันมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ลักษณะทั่วไปของต้นอัญชันคือ เป็นไม้เถาเลื้อยที่มักจะเลื้อยขึ้นปรกคลุมตามแนวรั้วและต้นไม้ชนิดอื่นๆ ลำต้นสีเขียว มีขนนุ่มปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย 5-7 ใบ ใบย่อยรูปไข่ฐานมน ปลายใบเว้าตื้น ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกตามโคนก้านใบ มีลักษณะคล้ายรูปพัดหรือรูปซ้อน กลีบดอกมีหลายสีตามแต่ชนิดได้แก่ สีม่วง สีฟ้า สีขาว แต่ที่เราคุ้นตาที่สุดเห็นจะเป็นดอกสีม่วง ดอกสามารถทยอยออกได้ทั้งปี นอกจากเราจะนำสีและสารสกัดที่ได้จากดอกอัญชันมาใช้ประโยชน์แล้วส่วนอื่นของดอกอัญชันก็มีคุณค่าทางสมุนไพรเช่น เมล็ดใช้เป็นยาระบาย รากจากต้นอัญชันชนิดดอกสีขาว ช่วยขับปัสสาวะและเป็นยาระบายเป็นต้น ปัจจุบันเกษตรกรในบางพื้นที่ได้มีการปลูกอัญชันเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ทำรายได้ให้กับเกษรกรได้อีกทางหนึ่ง

ชื่อสามัญ….Butterfly Pea

ชื่อวิทยาศาตร์….Clitoria ternatea Linn

วงศ์….Papilionaceae